บทนี้ยาวมาก ด้วยความที่อเมริกามีบทบาทกับไทยมากเหลือเกิน ยิ่งค้นยิ่งมัน สงสัยบทนี้คงยาวสุดกว่าใครเพื่อนแล้วแหละ

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

  

ตอน 5: ไทย-อเมริกา

“อื้อ

เสียงแผ่วเบาชวนน่าสงสัยนั้นเรียกความสนใจทำให้ฝีเท้าของคนได้ยินหยุดกึกเพื่อตั้งใจฟังและเดินตรงไปทางที่มาของเสียงทันทีด้วยความอยากรู้อยากเห็น บางทีอาจมีใครกำลังบาดเจ็บหรือต้องการความช่วยเหลือจากฮีโร่อย่างเขาก็เป็นได้

ทว่าทันทีที่ชายหนุ่มผมทองสวมแว่นตาเปิดประตูเข้าไปเลยโดยไม่กลัวเกรงสิ่งใด ภาพที่เขาเห็นกลับเป็นว่าอังกฤษผู้เคยเป็นผู้ปกครองของเขากำลังดันชายหนุ่มผมดำเจ้าของบ้านติดกำแพงอยู่ในระยะประชิด

ชายหนุ่มชาวเอเชียที่ชื่อว่าไทย

“อเมริกาเองหรือ ฉันกำลังยุ่งอยู่ ช่วยออกไปก่อนได้ไหม” อังกฤษพูดน้ำเสียงห้วนซ้ำยังหอบหายใจ อเมริกาไม่เข้าใจเลยว่าทำไม แถมไทยที่ถูกดันติดกำแพงก็ดูจะหน้าแดงก่ำซ้ำยังหอบราวกับไปวิ่งมาอีกต่างหาก ทั้งที่ดูยังไงสองคนนี้ก็ไม่ได้อยู่ในท่ากายบริหารเลยสักนิด

“พวกนายไม่สบายกันอยู่หรือเปล่าเนี่ย อากาศบ้านไทยยิ่งร้อน ๆ อยู่ด้วย อุดอู้อยู่กันแต่ในห้องเดี๋ยวก็เป็นลมกันไปหมดหรอก พวกนายยิ่งท่าทางอ่อนแอกันอยู่ด้วย ไป ๆ ออกไปสูดอากาศสดชื่นข้างนอกกัน” ว่าจบอเมริกาก็ไม่สนใจอาการชักสีหน้าของอังกฤษ และเสียงถอนหายใจด้วยความโล่งอกของไทย แล้วตรงเข้าไปดึงทั้งสองคนออกไปรับลมเย็นในสวนทันที

อเมริกาไม่ได้รู้เลยสักนิดว่าไทยนึกขอบคุณแค่ไหนที่อเมริกาโผล่มาช่วยไว้โดยไม่ตั้งใจพอดี เขาน่ะเกือบจะเคลิ้มจนหวิดเสียดินแดนเพิ่มไปอีกแล้วนะเนี่ย ไทยคิดขณะที่หน้าแดงก่ำไปถึงหู

*             *             *

จริง ๆ นะ เขาไม่เห็นจะเข้าใจเลยว่าทำไมอังกฤษกับฝรั่งเศสต้องแย่งไทยกันจะเป็นจะตายขนาดนั้นด้วย อเมริกาครุ่นคิดด้วยความงุนงงสงสัย แต่ก็ไม่อยากไปถามใคร เพราะเดี๋ยวก็คงโดนดูถูกว่าเพราะยังอายุน้อย เป็นประเทศเพิ่งเกิดใหม่ไม่นาน โตเป็นผู้ใหญ่แล้วก็จะเข้าใจเอง ก็แล้วตกลงมันเพราะอะไรกันเล่า!!

นึกถึงตอนเขาเจอไทยครั้งแรกทีไรก็ยังขำอยู่เลยแท้ ๆ ไทยที่แอบหลบอยู่หลังประตูบ้าน ด้วยสีหน้าตื่นกลัวแต่ก็ไม่ได้ปิดประตูใส่เขาราวกับกำลังชั่งใจระหว่างความกลัวกับความอยากรู้อยากเห็น

แล้วความอยากรู้อยากเห็นก็เป็นฝ่ายชนะ อเมริกา-1 ไทย-0

ไทยออกมาพบเขาทั้งที่ก็ยังดูกลัว ๆ อยู่ จะว่าเพราะไทยไม่ชินกับชาวยุโรปก็ไม่น่าใช่ (ซึ่งอเมริกาก็ไม่ใช่ยุโรปนี่!) แต่ก็น่าอยู่หรอกเพราะจีนที่เป็นพี่ใหญ่ในบ้านเอเชียถูกอังกฤษกำราบซะราบคาบอย่างนั้น ไทยที่ได้ข่าวคงนึกหวั่นอยู่ไม่น้อย

แต่ไม่นานเขาก็ได้รู้ว่าไทยไม่เหมือนคนอื่นเลย ไม่เหมือนเลยจริง ๆ

ประเทศอื่นนั้น หมอสอนศาสนานอกจากจะถูกต่อต้านแบบรุนแรงสุดโต่ง คนที่เปลี่ยนมานับถือคริสต์ก็มักจะถูกต่อต้านไปด้วย อย่างญี่ปุ่นที่เขาลากออกมาจากบ้านเป็นต้น

แต่ไทยไม่มีทั้งสองอย่าง ไม่ต่อต้าน ซ้ำยังบอกด้วยว่าใครจะเลือกศาสนาใดก็ได้ตามแต่ศรัทธา แต่กลับแทบไม่มีใครเปลี่ยนศาสนา แถมพอเห็นว่าเขาดีด้วย ก็ดีตอบกลับ จนเขารู้สึกว่าหนุ่มเอเชียคนนี้ใสซื่อจริง ๆ  ขนาดเขาที่มักถูกหาว่าเป็นเด็กยังคิดแบบนั้นเลย

อเมริกาขมวดคิ้วสีทองมุ่นเป็นปม สองมือเท้าแก้มทั้งสองจนหน้ายู่ งงงวยยิ่งนักว่าทำไมไทยถึงได้แปลกกว่าคนอื่นขนาดนี้

พิเศษ ไม่เหมือนใครจริง ๆ

อ๊ะ หรือนี่จะเป็นสาเหตุที่อังกฤษกับฝรั่งเศสแย่งไทยกันยกใหญ่นะ

ใช่หรือเปล่านะ?

*             *             *

“หยุด ปล่อยสิครับ คุณฝรั่งเศส”

เสียงคุ้นเคยดังแว่วมากระทบหูชายหนุ่มสวมแว่นตา แล้วฝีเท้าของเขาก็รีบรุดไปข้างหน้าทันทีตามสัญชาตญาณของฮีโร่ที่ต้องรีบไปช่วยเหลือคนอ่อนแอกว่า

สิ่งที่อเมริกาเจอก็คือไทยถูกฝรั่งเศสจับล็อกข้อมือสองข้างไว้ข้างหลัง ชายหนุ่มผมดำพยายามขัดขืนแต่ก็ถูกคนผมยาวสีทองรั้งตัวไว้แน่นแล้วเอาหน้าซุกไซ้ลงไปที่ต้นคออีกฝ่ายที่พยายามขยับตัวหนี

อเมริกาสงสัยเหลือเกินว่าฝรั่งเศสทำอะไร แต่ที่แน่ ๆ คือดูยังไงแล้วไทยก็ถูกบังคับและไม่ชอบ แสดงว่าฝรั่งเศสต้องแกล้งไทยอยู่  ฮีโร่อย่างเขาต้องช่วยคนที่กำลังถูกรังแก ชายหนุ่มผมทองสวมแว่นตาจึงเดินเข้าไปใกล้ก่อนประกาศเสียงดังว่า

"เขาเจ็บอยู่นะ! ทำอะไรของนายน่ะฝรั่งเศส"

ฝรั่งเศสได้ยินเข้าก็ตกใจเผลอปล่อยมือทันที ไทยเลยรีบสะบัดหนีไปหลบอยู่หลังอเมริกาอย่างว่องไว

ฝรั่งเศสแก้ตัวลุกลี้ลุกลนว่าไม่ได้ทำอะไร แล้วรีบขอตัวจากไปทันที

ไทยถอนหายใจโล่งอก ขณะที่มือสั่นเทาเผลอกำเสื้อสูทของอเมริกาไว้โดยไม่รู้ตัว ชายหนุ่มผมทองรู้สึกได้ถึงสัมผัสจากมือไทยที่แผ่นหลังแล้วก็รู้สึกว่าได้ยินเสียงหัวใจดังขึ้นมา

อเมริกาเอามือกุมหน้าอกและคิดว่าคงเพราะเขาดีใจที่ได้ทำดีในฐานะฮีโร่

คิดว่านะ

*             *             *

"พวกนายทำไมถึงได้ชอบรังแกไทยกันขนาดนี้นะ เขามีอะไรดีนักถึงต้องแย่งกันขนาดนี้ด้วย" อเมริกาโพล่งถามอังกฤษเรื่องที่สงสัยออกไปโต้ง ๆ เลย  ทำเอาอังกฤษแทบจะสำลักชาที่กำลังดื่มอยู่

“ทำไมจู่ ๆ ถึงมาถามแบบนี้ล่ะ”

“วันนี้ฉันเห็นฝรั่งเศสมาเกาะตัวไทยอีกแล้ว ท่าทางไทยไม่ชอบเลยด้วย แถมพอฉันเข้าไปทัก หมอนั่นก็รีบหนีไปทันที แบบนี้มันน่าสงสัยใช่ไหมล่ะ”

อังกฤษกัดฟันด้วยความเจ็บใจที่รู้ว่าฝรั่งเศสมาทำอะไรไทยอีกแล้ว ถ้าไม่ติดว่าเขากลัวไทยจะเกลียด อาเธอร์ก็คงจะรีบจัดการไทยให้เป็นของเขาไปแล้ว แต่เห็นท่าทางของไทยที่ดูรังเกียจฝรั่งเศสแล้ว เขาก็ไม่อยากนึกเลยว่าเขาจะทนได้ไหมถ้าไทยรู้สึกแบบนั้นกับเขา  แต่ก็เพราะแบบนี้เมื่อเทียบกับฝรั่งเศส เขาถึงได้แทบจะไม่คืบหน้าเอาซะเลย ในขณะที่เจ้าบ้าไวน์นั่นมัวแต่เมาถึงได้ดูไม่ออกสักทีว่าไทยเกลียดขี้หน้าฝรั่งเศสมากขนาดไหน หรือไม่เจ้านั่นก็คงจะไม่สนใจว่าไทยจะรู้สึกยังไงถึงได้ลุยไม่ยั้งแบบนี้

“ยังไงฉันก็ไม่ยอมให้ฝรั่งเศสมันได้ไทยไปหรอก อย่างน้อยก็ไม่ใช่ทั้งหมดแน่ ๆ” อังกฤษพูดด้วยสีหน้ามุ่งมั่น แดนสุวรรณภูมินี้อุดมสมบูรณ์พอเลี้ยงผู้คนจำนวนมหาศาลได้ดีกว่าดินแดนยุโรปมากมายหลายเท่านัก ถ้าได้มาก็จะยิ่งเสริมเสบียงให้กองทัพของเขากล้าแกร่งยิ่งขึ้นไปอีก ยิ่งเป็นประเทศที่งดงามอย่างไทยด้วยแล้ว ใครเลยจะไม่อยากได้มาครอบครอง

“เขาอยู่ของเขาดี ๆ อยู่แล้ว ทำไมจะต้องไปอยากได้เขาด้วย” อเมริกาถอนหายใจ ไม่เข้าใจว่าอังกฤษคิดอะไรอยู่ในหัวบ้าง

เขายิ้มเยาะอเมริกาแล้วบอกว่า "เด็กก็อย่างนี้แหละนะ ยังไม่เข้าใจหรอก"

"ฉันไม่ใช่เด็กแล้วนะ ไทยยังดูเหมือนเด็กมากกว่าฉันอีก" อเมริกาเถียงปากยื่น

อังกฤษแค่นหัวเราะดังหึออกมาทีหนึ่ง ก่อนเอ่ยด้วยสีหน้ายิ้มหยันว่า "นายน่ะยังไม่รู้จักไทยดีพอหรอก แค่เด็ก ๆ มีหรือจะรอดจากมือฉันกับฝรั่งเศสมาได้นานขนาดนี้ แค่เรื่องที่เขาสามารถเป็นเพื่อนกับรัสเซียและเยอรมนีได้ก็มากพอจะบอกได้แล้วว่าเขาไม่ใช่แค่เด็กธรรมดาล่ะ"

ใช่ แล้วนั่นก็ยิ่งทำให้การได้ไทยมายิ่งยากแล้วก็ท้าทายมากขึ้นเรื่อย ๆ

“ของที่ได้มายากเท่าไหร่ ความอิ่มเอมในชัยชนะตอนที่ได้มาก็ยิ่งหอมหวานเท่านั้น แล้วฉันก็ตั้งใจว่าจะละเลียดให้เต็มอิ่มสมกับที่ต้องใช้เวลาเหนื่อยยากมานานกว่าจะได้มา” อังกฤษรำพึงกับตนเองขณะค่อย ๆ ยกชาขึ้นจิบช้า ๆ จนหมดถ้วย

อเมริการู้สึกหนาวเยือกแปลก ๆ กับคำพูดของอังกฤษ เหมือนกับว่าคนพูดมีความหมายแฝงอะไรสักอย่างอยู่ในนั้น

อังกฤษหาว่าเขายังไม่รู้จักไทยดีพอ หมายความว่ายังไง ที่เขาเห็นไม่ว่าเมื่อไหร่ก็มีแต่ไทยที่ถูกอังกฤษกับฝรั่งเศสรังแกก็เท่านั้น

รังแกคนอ่อนแอกว่าแบบนี้มันน่าสนุกตรงไหนกัน

"รังแกคนอ่อนแอกว่าแบบนั้นมันสนุกตรงไหนกัน" อเมริกาพูดสิ่งที่คิดออกมาโดยพลัน ด้วยไม่อาจเก็บความสงสัยไว้ได้

อังกฤษมองตอบอเมริกาแล้วยิ้มเจ้าเล่ห์ก่อนตอบเป็นนัยสั้น ๆ ว่า "นายยังไม่รู้เสน่ห์ของไทยน่ะสิ"

อเมริกาอ้าปากจะถามอีก แต่อาเธอร์กลับชิงลุกหนีไปก่อนราวกับไม่อยากตอบ เป็นแบบนี้ทุกทีเวลาอังกฤษอยากเก็บเรื่องนั้นไว้เป็นความลับจากเขาหรือคิดว่าป่วยการจะอธิบายให้เขาฟัง

อเมริกาทำหน้ายู่ เขายังไม่รู้ไม่เข้าใจอะไรอีกตั้งหลายอย่าง แล้วทุกอย่างก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับไทยทั้งนั้น

แต่มีสิ่งหนึ่งที่เขารู้แน่ ๆ นั่นคือเขาไม่ชอบที่ไทยทำหน้าแบบนั้นเลย สีหน้าทุกข์ใจแต่พยายามยิ้มเพื่อกลบเกลื่อนไม่ให้คนอื่นรู้แบบนั้น ทำไมเขาจะดูไม่ออก ไทยในตอนนี้ตัวเกร็งทุกทีที่เจอฝรั่งเศส เวลาจะเจออังกฤษก็มักจะต้องหาใครมาอยู่เป็นเพื่อนด้วยเสมอ แบบนั้นมันดีตรงไหน

"อยากมีพลังขนาดปกป้องโลกทั้งใบนี้ได้จัง" อเมริการำพึงกับตนเอง อยากมีพลังให้มากกว่านี้ พลังที่จะปกป้องรอยยิ้มของทุกคนเอาไว้ได้

โดยเฉพาะรอยยิ้มของชายหนุ่มเอเชียคนนั้น

*             *             *

“อเมริกา ต้องกลับกันแล้วนะครับ” บอสของอเมริกาเรียก ทำเอาชายหนุ่มผมทองตาสีฟ้าอ้าปากค้างจนผลไม้แกะสลักแสนสวยที่ไทยบรรจงแกะมาให้ร่วงลงจากปาก

“เอ๋! จะรีบไปไหนน่ะ คนอื่น ๆ ก็ยังอยู่นี่ ทำไมมีแต่ฉันต้องรีบกลับด้วยล่ะ! อัลเฟรดร้องประท้วง

“อเมริกา คุณน่ะอยู่ไกลจากเอเชียมากกว่ายุโรปนะครับ แล้วกว่าเรือจะเดินทางทีนึงก็ใช้เวลาตั้งหลายเดือนด้วย จะมาเอเชียบ่อย ๆ แบบพวกคุณ ๆ ทางยุโรปน่ะไม่ไหวหรอกนะครับ”

“อะ อะไรกัน” ชายหนุ่มผมสีทองมีสีหน้าผิดหวังมากเหมือนลูกหมาตกน้ำจนบอสอ่อนใจ แต่มันก็ช่วยไม่ได้นี่นาที่ทวีปอเมริกาตั้งแยกอยู่ห่างไกลจากทุกคน

บอสจึงพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนลง “พวกเราน่ะอยู่ไกลนะครับ ชาติยุโรปจะสนิทกับไทยมากกว่าเราก็ไม่ใช่เรื่องแปลก”

อเมริกาได้ยินแล้วก็ก้มหน้านิ่ง เพิ่งนึกได้ว่าเขาอยู่ไกลกว่า ไกลจากเอเชียมากกว่า ไกลจากไทยมากกว่าพวกนั้นนัก

                “งั้น ถ้ายังไงเดี๋ยวฉันจะไปบอกไทยก่อนนะว่าฉันจะกลับแล้ว” อเมริกาเดินตัวลีบออกไป ขณะกำลังคิดว่าจะไปหาไทยที่ไหนก็ได้ยินเสียงคุ้นเคยดังขึ้น

“หวา! แน่นไปแล้วครับ”

อัลเฟรดรีบเร่งฝีเท้าไปทางต้นเสียงทันที อังกฤษหรือฝรั่งเศสรังแกไทยอีกแล้วสินะ เขาต้องรีบไปช่วย ยุโรปสนิทกว่าอะไรกัน ถ้าไม่มีเขาคอยช่วย ไทยก็จะแย่ไม่ใช่หรือ

ทว่าสิ่งที่เขานึกว่าจะเห็นกลับไม่ใช่อย่างที่คิดไว้

เมื่อเขาเห็นว่าความจริงแล้วเยอรมนีสองพี่น้องกำลังเล่นกับไทยอย่างสนิทสนม เยอรมนีคนพี่ซึ่งมีผมสีขาวกำลังกอดรัดฟัดเหวี่ยงไทยอย่างร่าเริง โดยมีเยอรมนีคนน้องซึ่งตัวสูงกว่าและมีผมสีทองคอยปราม ไทยเองก็ยิ้มอยู่ด้วยสีหน้าผ่อนคลายอย่างที่ไม่เคยทำต่อหน้าอังกฤษและฝรั่งเศส

สักพักญี่ปุ่นก็เดินมาสมทบทำให้กลุ่มใหญ่ขึ้นและพูดคุยกันอย่างร่าเริง ทำให้บรรยากาศในที่นั้นดูครึกครื้นขึ้นมาทันใด

อเมริกาหยุดยืนอยู่ตรงนั้น รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นส่วนเกินที่ไม่จำเป็นต้องก้าวไปหาไทยในตอนนี้เลย

 “มีเยอรมนีกับรัสเซียอยู่ที่นี่ ไม่มีใครมาทำอะไรไทยหรอกครับ เราอยู่ไปก็เปล่าประโยชน์ กลับไปทำงานของเรากันเถอะครับ” บอสที่เดินตามมาเห็นอเมริกาแล้วก็โม้ออกไปแม้จะไม่ได้แน่ใจตามนั้นจริง หวังเพียงให้อเมริกายอมกลับกับเขาโดยเร็ว

“ยังไงอย่างฉันก็คงไม่อาจสนิทได้มากเท่าพวกยุโรปหรือเอเชียด้วยกันสินะ” อัลเฟรดซึมจ๋อยไป เมื่อรำพึงออกมาแบบนั้น ทำเอาบอสรู้สึกผิดขึ้นมาบ้าง

อยากมีพลังพอที่จะปกป้องโลกได้ทั้งหมด

ไม่ใช่เพื่อปกป้องใคร แต่เพื่อจะได้อยู่ข้าง ๆ เขาคนนั้นบ้าง

อยากเป็นคนเดียวที่คน ๆ นั้น