ตอน 4: ไทยกับรัสเซีย

 

                เย็นเยียบเหลือเกิน

                หนาวจนไม่รู้ว่าเลือดยังเดินอยู่หรือกลายเป็นน้ำแข็งข้างในไปแล้ว ชาจนไม่รู้ว่าลงไปถึงความรู้สึกข้างในหรือยัง สายลมเย็นแทรกเข้ามาสัมผัสตัวตลอดเวลาไม่ว่าจะใส่เสื้อผ้าสักเท่าใด

                อยากให้ดวงอาทิตย์ส่องลงมาให้แรง ๆ กว่านี้อีกสักสิบเท่าร้อยเท่า จะได้ละลายน้ำแข็งสีขาวไกลสุดลูกหูลูกตานี้ไปให้หมด

                อย่างน้อยก็จะได้เห็นสีอื่นนอกจากสีขาวที่แสนจะว่างเปล่านี้

                ถ้าเป็นสีเหลืองของดอกทานตะวันที่เหมือนกับดวงอาทิตย์ได้ก็ไม่เลวเหมือนกันนะ

                ชายหนุ่มผมสีอ่อน นัยน์ตาสีม่วงได้ยินเสียงเรียกชื่อเขาจากที่ไกล ๆ จึงยิ้มและรำพึงว่า “ได้เวลาไปหาเด็กคนนั้นแล้วสินะ”

*              *              *

                ไทยรีบเร่งเดินอย่างเร็วรี่ รู้สึกว่าความพยายามในการปั้นหน้ายิ้มรับแขกใกล้จะขาดสะบั้นลงทุกที โดยเฉพาะแขกไม่ได้รับเชิญที่ตามประกบเขาไม่หยุดแบบฝรั่งเศสคนนี้! ว่าแต่เมื่อไหร่พ่อคนสำอางค์นี่จะกลับบ้านไปซะทีเนี่ย!!

                “อ้าว ไทย แหม ๆ จะรีบไปไหนกันจ๊ะ รอคุณพี่ก่อนสิ” ฝรั่งเศสเอ่ยกลั้วหัวเราะไปราวกับอยู่ในสวนดอกไม้ตรงข้ามกับความเร็วฝีเท้าที่จ้ำตามไทยไม่ลดละ

                ทว่าไทยไม่ยอมลดความเร็วจนไปชนใครบางคนที่โผล่ออกมากะทันหันเข้าให้

                “หวา ขะ ขอโทษครับ!”

                ชายหนุ่มเอเชียลืมตาขึ้นและเห็นว่าคนที่มาชนเขาคืออังกฤษ จักรวรรดิยุโรปที่ใหญ่ที่สุดในตอนนี้

                ไทยรู้สึกโล่งอกขึ้นมาบ้าง อย่างน้อยอังกฤษก็ไม่รังแกเขามากเท่าฝรั่งเศสแหละ นึกได้ดังนั้น หนุ่มผมดำก็เอี้ยวไปอยู่ด้านหลังคนตาสีเขียวทันที

                “อ้าว เจ้าคนคลั่งชานี่เอง ถอยไปหน่อยได้ไหม ฉันมีธุระกับไทย ไม่ใช่นาย” ฝรั่งเศสเริ่มทำเสียงยียวนใส่ศัตรูเก่าแก่ทันใด

               

                อังกฤษมองฝรั่งเศสเงียบ ๆ เหมือนยังคิดอยู่ว่าจะตอบโต้ยังไง เขาไม่อยากสู้กับฝรั่งเศส แต่ก็ไม่อยากเสียไทยให้ฝรั่งเศส  ในที่สุดชายหนุ่มผมทองก็พูดตอบออกไปว่า  “ช่วยไม่ได้ ขืนปล่อยไว้มากเกินไปกว่านี้สงสัยได้สู้กันเองจริง ๆ แน่” อังกฤษทำสีหน้ายุ่งยากใจและคิดหนักจริง ๆ เพราะการสู้กับฝรั่งเศส ยังไงก็ต้องเจ็บตัวกันทั้งสองฝ่าย แล้วตอนนี้เขาก็เริ่มติดพันกับการล่าอาณานิคมแถบแอฟริกาแล้วด้วยสิ

                “เอาเป็นว่า” ฝรั่งเศสมองหน้าอังกฤษแล้วยิ้มพราย รู้ทันทีว่าอีกฝ่ายไม่ต้องการต่อสู้ด้วยแน่

                “ถือซะว่าไทยเป็นแดนกันชนของเราสองคนก็แล้วกัน”  อังกฤษกับฝรั่งเศสจับมือกันอย่างง่ายดายเมื่อตกลงผลประโยชน์ได้ ไม่ได้ดูเลยว่าคนที่พวกเขากำลังพูดถึงราวกับสินค้าก็ยืนอยู่ตรงนั้น

“นี่ พวกคุณมาตกลงอะไรกันแบบนี้ ไม่สนใจคนฟังเกินไปหน่อยไม๊ครับ!” ไทยยิ้มแหยด้วยสีหน้าเหนื่อยใจ ไม่รู้ว่าทำไมสองคนนี้ไม่สู้กันตรง ๆ ไปเลยให้รู้เรื่องและเลิกมายุ่งวุ่นวายกับเขาเสียที

                ทว่าเสียงทักของเขาไม่ได้สะกิดต่อมสำนึกของชาติยุโรปเลย แต่กลายเป็นเรียกร้องความสนใจของฝรั่งเศสกับอังกฤษให้หันมาทางเขาอีกรอบซะงั้น สถานการณ์ชักไม่ค่อยดีแล้วสิ  ยังไม่ทันคิดว่าคราวนี้จะหาทางหนีทีไล่ยังไง ก็รู้สึกได้ว่ามีใครมากอดข้างหลัง

                “อ้าว สวัสดีครับ ฝรั่งเศส แล้วก็อังกฤษ แหม บังเอิญจังที่มาเจอกันที่นี่” ชายหนุ่มนัยน์ตาสีม่วงหัวเราะดังโค่ล โค่ล ราวจะส่งสัญญาณเตือนชาติยุโรปทั้งสองว่าขืนทำอะไรไปมากกว่านี้อีก เขาจะโกรธจริง ๆ แล้ว

“คุณอีวาน สวัสดีครับ” ไทยยิ้มสดใสเมื่อรู้ว่ารัสเซียมา ในบรรดาทุกคนที่มาหา เขาชอบรัสเซียที่สุดแล้ว เพราะใจดีสุด ไม่เคยเรียกร้องอะไรจากเขา ซ้ำยังคอยช่วยกันท่าฝรั่งเศสกับอังกฤษที่จ้องฮุบดินแดนของเขาไม่หยุดหย่อน

อังกฤษเห็นแล้วรู้สึกหนาวเยือก ว่าทำไมรัสเซียที่น่ากลัวปานนั้นเอาใจใส่หนุ่มเอเชียคนนี้อย่างดี แล้วดันต้องมาเป็นคนที่เขาหมายตาอยู่ด้วยนี่สิ แต่อาเธอร์ก็อดสงสัยไม่ได้ว่า ทำไมไทยถึงดูสนิทกับประเทศมหาอำนาจในยุโรปอย่างรัสเซียได้ ทั้งที่ก็เพิ่งจะรู้จักกันไม่นาน แล้วทั้งคู่ก็ไม่มีอะไรเหมือนกันเลยสักอย่าง

“อ้อ ฝรั่งเศสครับ” รัสเซียเงยหน้าขึ้นมองชายหนุ่มผมยาว “ประชุมสันติภาพโลกที่กรุงเฮก เนเธอร์แลนด์น่ะ ผมจะพาไทยไปด้วยนะครับ หวังว่าอย่างน้อยช่วงนี้คุณคงจะไม่ก่อเรื่องอะไรให้ผมเอาไปโพนทะนาในที่ประชุมหรอกนะครับ” รัสเซียพูดเรื่อย ๆ พลางหัวเราะราวกับล้อเล่น แต่ใครฟังก็รู้ทันทีว่ารัสเซียหมายความตามนั้นจริง

                ฝรั่งเศสพยักหน้าหงึกหงัก ยังไงเขาก็ต้องพยายามคบรัสเซียต่อไป เพราะไม่อย่างนั้นก็คงต้านทานเยอรมนีไม่ไหวแน่ หากต้องรบกับฝ่ายนั้นอีกโดยไม่มีใครช่วยล่ะก็ และแน่นอนว่าเขาไม่อยากถูกรัสเซียเล่นงานด้วยแน่ ๆ  ฝรั่งเศสคิดขณะเหลือบตามองท่อน้ำเหล็กท่อนยาวในมือรัสเซียที่โผล่มาจากไหนเมื่อไหร่ไม่รู้

                อีวานส่งยิ้มใสให้จักรวรรดิทั้งสองก่อนจะเดินจูงมือไทยออกไป

 

                พอออกมาได้ไกลจนพ้นสายตาแล้ว ไทยก็ถอนหายใจดังด้วยความโล่งอก จนรัสเซียหัวเราะออกมาเบา ๆ

                “ดีจังนะครับที่คุณรัสเซียมาพอดี ผมน่ะเจอคุณฝรั่งเศสรุกบ่อย ๆ นี่หัวใจตุ้ม ๆ ต่อม ๆ เหลือเกินว่าจะพลาดท่าวันไหน”

                “ไทยน่ะเก่งอยู่แล้ว แถมยังเป็นเด็กดีอีกด้วย ต่อให้คนนิสัยไม่ดีแบบฝรั่งเศสจะทำอะไรก็ต้องเกรงบ้างล่ะครับ”

                “ที่เกรงน่ะ เขาเกรงใจคุณรัสเซียหรอก” ไทยคิดต่อในใจว่า แต่ขนาดเกรงแล้วก็ยังแถเอาเหตุผลข้าง ๆ คู ๆ มาแย่งดินแดนเขาไปไม่เลิกซักที 

                จะว่าไปตอนเวียดนาม คุณฝรั่งเศสก็ใช้วิธีนี้จนคุณเธอฉุนขาดสู้ยิบตาเลย แต่ก็ต้องพ่ายให้กับอาวุธแบบใหม่ของตะวันตกจนได้ น่าสงสารเหมือนกัน แล้วนั่นก็ทำให้คุณฝรั่งเศสลามมารุกถึงเขมรแล้วก็มาถึงไทยจนได้

                ทว่าเรื่องที่ครุ่นคิดอยู่ก็ถูกขัดเมื่อรัสเซียลูบหัวเขาไปมาจนผมยุ่งไปหมด

“ทำหน้ายุ่งแบบนั้นอีกแล้วนะครับ เดี๋ยวก็แก่เร็วหรอก” อีวานหยอก

แม้จะถูกคุณอีวานขยี้ผมเหมือนถูกมองเห็นเป็นเด็กเล็ก ๆ เขาก็ไม่นึกโกรธหรือรังเกียจหรอกนะ ได้รับความเอ็นดูแบบนี้น่ะ ดีใจออก ไม่มีใครมาดูแลเขาแบบนี้นานมากแล้ว ตั้งแต่จีนขาดการติดต่อมาเพราะวุ่นวายกับการถูกล่าอาณานิคม เหมือนที่เขาเจออยู่ตอนนี้ล่ะมั้ง

                อ๊ะ ไม่ได้ ๆ เริ่มนึกถึงเรื่องเศร้าขึ้นมาอีกแล้ว คุณอีวานอุตส่าห์มาทั้งที ต้องทำตัวเป็นเจ้าบ้านที่ดี ทำให้แขกมีความสุขสิ! ชายหนุ่มเอเชียฮึดขึ้นมาอีกรอบ

                “คุณอีวาน อยากไปไหนหรือเปล่าครับ ผมจะได้พาไป” ไทยเงยหน้าขึ้นมองรัสเซียด้วยรอยยิ้มกว้าง ซึ่งชายหนุ่มตาสีม่วงร่างใหญ่ก็ยิ้มรับและตอบกลับ

“ไปอาบแดดกันให้ตาลายเถอะครับ ผมคิดถึงแสงแดดที่นี่มาก ๆ เลย”

*              *              *

“ออสเตรีย-ฮังการีประกาศสงครามกับเซอร์เบียแล้ว”

ไทยถือถ้วยชากระเบื้องเคลือบที่กำลังจิบค้างไว้ ก่อนตอบไปว่า “เรื่องนั้นไม่เกี่ยวกับคุณรัสเซียนี่ ใช่ไหมครับ” ชายหนุ่มไม่แน่ใจในตอนท้าย จึงเปลี่ยนเป็นคำถามแทน

รัสเซียนิ่งเงียบไป ตัวเขาไม่คิดอยากเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วยหรอก แต่ซาร์นิโคลัสที่สองของเขาดูจะเห็นเรื่องนี้เป็นโอกาสพิสูจน์ตัวเองอีกครั้งหลังจากพ่ายในศึกรัสเซีย-ญี่ปุ่น จนเขาชักกังวลว่าซาร์ของเขาคงจะไม่ยอมปล่อยให้โอกาสนี้หลุดมือไปแน่  แต่มันจะใช่โอกาสแน่หรือ

แล้วยังเรื่องรัสปูตินที่ไม่ว่าเขาจะเตือนเท่าไหร่ ซาร์ก็ไม่ฟัง เพราะอยากเอาใจอลิกซ์ซึ่งยึดติดว่ารัสปูตินจะช่วยรักษาชีวิตของเจ้าชายน้อยผู้เป็นองค์รัชทายาทให้มีชีวิตรอดสืบทอดบัลลังก์ต่อไปได้

ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่ซาร์ไม่ฟังเขาอีกต่อไปแล้ว

ถ้าพระสหายสนิทชาวไทยของท่านยังอยู่ ท่านจะรับฟังคำทัดทานหรือไม่

“ซาร์นิโคลัสที่สองของผมอาจต้องการให้เกี่ยวก็ได้ เพราะเขาใช้นโยบายชาตินิยมปกป้องชาวสลาฟ แล้วถ้าเป็นอย่างนั้นล่ะก็...” รัสเซียเงยหน้าขึ้นสบตาไทย ไม่อยากบอกคนที่เขาเคยเป็นฝ่ายคุ้มครองเสมอเลยว่าเขาหวั่นใจแค่ไหน

“นี่จะกลายเป็นสงครามครั้งใหญ่ที่สุดที่เราทุกคนเคยพบเจอมาเลยล่ะครับ”

 

เพียงไม่นานคำของคุณรัสเซียก็เป็นจริง ซาร์นิโคลัสที่สองประกาศสงครามกับออสเตรีย-ฮังการีเพื่อปกป้องเซอร์เบีย ไกเซอร์เยอรมันผู้เป็นพี่เขยของซาร์พยายามขอให้ซาร์ถอนตัวก็ถูกปฏิเสธ ซ้ำฝรั่งเศสยังรอท่าจะโจมตีอยู่แล้ว เยอรมนีจึงต้องลงมาประกาศสงครามด้วยเพื่อช่วยออสเตรีย-ฮังการี ครั้นเยอรมนีบุกไปเบลเยียมเพื่อจะรบกับฝรั่งเศส อังกฤษก็มาสั่งให้ถอนทัพ พอเยอรมนีปฏิเสธ อังกฤษจึงกระโจนลงสนามรบมาเพิ่มอีกคน

 

                “ต่อจากนี้ผมคงติดพันเรื่องสงคราม มาดูแลคุณไม่ได้แล้ว” รัสเซียประคองใบหน้าของไทยด้วยสองมือ ก่อนซบหน้าผากลงจรดหน้าผากของชายหนุ่มผมดำ ราวอยากจะดื่มด่ำกำซาบความอบอุ่นของอีกฝ่ายให้ฝังลึกลงในความทรงจำ “ดูแลตัวเองดี ๆ ด้วยนะครับ”

                ไทยได้แต่มองส่งรัสเซียซึ่งเดินจากไปจนลับตา ชายหนุ่มเอเชียเงยหน้าขึ้นมองฟ้าครึ้มซึ่งเริ่มตั้งเค้าก่อนสายฝนจะโปรยปรายลงมาราวกับจะร่ำไห้ให้ชะตากรรมของโลกหลังจากนี้ ไทยเองก็รู้สึกเศร้าที่เหล่าประเทศซึ่งล้วนเคยมาเที่ยวบ้านเขากำลังห้ำหั่นกันเอง

                “กลับมาเยี่ยมผมเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นไม่ได้หรือครับ ทุกคน” ไทยรำพึงปล่อยให้น้ำจากฟ้าไหลรินอาบใบหน้า

 

สงครามไม่เคยให้อะไรกับใครเลยจริง ๆ

อาจเพราะผมเคยแพ้มาแล้วถึงสองครั้ง ถึงได้รู้ซึ้งถึงพิษภัยสงครามพอจนไม่อยากมีส่วนร่วมด้วยอีก  อย่างน้อยก็สงครามในบ้านของผมเองล่ะนะ

แต่คงเพราะบ้านของผมอุดมสมบูรณ์ ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว ขอเพียงขยันบ้างยังไงก็ไม่อดตาย ไม่สิ ต่อให้อยู่แบบเรื่อย ๆ ก็ยังไม่อดตาย

ประเทศแถบยุโรปที่มีแต่ความหนาวเหน็บ ยังไงก็มีแต่ต้องก่อสงครามขยายดินแดนสินะ เพื่อให้ได้ครอบครองพื้นที่ที่เพาะปลูกได้

หรือไม่ก็ออกทะเลไปล่าพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์กว่าได้

 

ไทยสะบัดหน้า พยายามสลัดความคิดนึกเห็นใจประเทศยุโรปที่ต้องล่าอาณานิคมออกไป เขายังไม่แข็งแกร่งพอจะไปนั่งนึกสงสารพวกนั้นได้หรอก ที่สำคัญไม่ว่าจะมีข้ออ้างยังไง การมีความสุขบนความทุกข์ของคนอื่นก็ไม่ใช่ความสุขจีรังอยู่ดี ใช่ ตัวเราอาจจะมีกินมีใช้ แต่เราก็ต้องเอาตัวเองให้รอดด้วย

*              *              *

                ในที่สุดไทยก็เข้าร่วมสงครามด้วยในช่วงท้ายของสงครามโดยอยู่ฝ่ายเดียวกับรัสเซีย แต่เพราะรัสเซียถอนตัวไปเนื่องจากแพ้ศึกและทหารล้มตายไปเป็นจำนวนมาก เขากับคุณอีวานจึงแทบไม่ได้พบกัน

ที่ผมเข้าร่วมสงคราม หลังจากคุณรัสเซียถูกล้มล้างระบอบกษัตริย์กลายเป็นคอมมิวนิสต์ ก็เพราะหวั่นใจว่าบอสคนใหม่ของคุณรัสเซียอาจไม่รักเราแบบเดียวกับซาร์นิโคลัสที่สอง ผมหวังว่าเขาจะไม่เป็นอะไรมาก เพราะยังไงเขาก็เป็นผู้มีพระคุณคนหนึ่งของผม

.

.

.

หลังเหตุการณ์ราชวงศ์โรมานอฟถูกปลงพระชนม์ ผมก็ไม่ได้พบกับคุณอีวานอีกเลย

*              *              *

                ตอนได้ข่าวว่าเกิดการปฏิวัติแล้วพระเจ้าซาร์พร้อมเชื้อพระวงศ์ถูกกุมตัวไว้ ผมก็รีบไปหาคุณอีวานด้วยความเป็นห่วง ทว่าเพราะไทยประกาศไม่ยอมรับรัฐบาลนี้จึงถูกกีดกันไม่ยอมให้พบ

                “ผมขอพบคุณรัสเซียหน่อยครับ”

                “ประเทศเล็ก ๆ ที่ไม่ยอมรับรัฐบาลบอลเชวิกน่ะ รัสเซียไม่มีเรื่องจะคุยด้วยหรอก”

                ไทยตัวสั่นเทิ้มก่อนพูดแย้งไปว่า “คุณรัสเซียไม่มีทางพูดแบบนั้นแน่ครับ”

                “เหอะ นายเป็นใคร แล้วฉันเป็นใคร ฉันน่ะเป็นบอสของรัสเซียนะ ฉันว่ายังไงรัสเซียก็ต้องว่าตามนั้น!”

                ไทยกัดฟัน ไม่เห็นหนทางที่จะเกลี้ยกล่อมบอสใหม่ของคุณรัสเซียให้อนุญาตให้ผ่านเข้าไปพบรัสเซียได้ จึงได้แต่ตัดใจหันหลังกลับ

                ทว่าพอเขาเดินเข้าเขตแนวต้นไม้ ลิธัวเนียซึ่งอยู่บ้านคุณรัสเซียก็มากระซิบให้ไทยตามเขาไปเงียบ ๆ จนในที่สุดเขาก็เห็นชายหนุ่มนัยน์ตาสีม่วงกำลังยืนรออยู่อย่างกระวนกระวาย

รัสเซียซึ่งแอบหลบพรรคบอลเชวิกมาเจอไทย รีบมาจับแขนไทยไว้แน่นและพูดด้วยความร้อนใจว่า “รีบกลับไปเถอะครับ แล้วอย่ากลับมาที่นี่อีก ถ้าใครมาเจอ คุณอาจจะยุ่งยากเอาได้”

                “คุณอีวาน หนีไปกับผมเถอะครับ อย่าอยู่ที่นี่เลย” ชายหนุ่มเอเชียขอร้องเมื่อเห็นว่ารัสเซียหวั่นเกรงบอสคนใหม่ของเขามากขนาดนี้

                รัสเซียกลับยิ้มด้วยนัยน์ตาเศร้าแล้วตอบว่า “ซาร์และพระราชวงศ์อีกหลายพระองค์ถูกกักขังอยู่ ผมทิ้งพวกเขาไปไม่ได้หรอกครับ คุณเอง...ก็น่าจะเข้าใจความรู้สึกของผมในเรื่องนี้ดีนี่ครับ”

                ไทยเงียบไป ใช่ ถ้าเขาเป็นคุณอีวานก็คงจะทำแบบเดียวกันแน่

 “นอกจากระบอบกษัตริย์แล้ว เราสองคนแทบไม่มีอะไรเหมือนกันเลยนะครับ แล้วผมก็ไม่มีข้ออ้างอะไรจะไปพบคุณอีกแล้ว" รัสเซียดึงไทยไปกอดไว้แน่นราวกับรู้ตัว

                ว่านี่อาจเป็นครั้งสุดท้ายที่ได้พบกัน

                "คุณอีวาน..."

                ไทยกอดตอบรัสเซียแน่น หยาดน้ำใส ๆ ขึ้นมาคลอหน่วยตาของชายหนุ่มผมดำอย่างไม่อาจห้ามได้ เขาอยากทำอะไรสักอย่างเพื่อรัสเซีย เพื่อซาร์นิโคลัสที่สองซึ่งเป็นผู้มีพระคุณของเขา  แต่ก็ทำอะไรไมได้เลย เขาไม่มีอำนาจพอ ประเทศอื่นก็วุ่นวายกับสงครามใหญ่เกินกว่าจะมายุ่งด้วย และก็เลือกที่จะไม่ทำอะไรกับเรื่องภายในรัสเซียตราบที่มันไม่ส่งผลเสียอะไรต่อพวกเขา

                “นี่อาจจะเป็นครั้งสุดท้ายที่ผมจะได้พบคุณแล้วก็ได้นะ  ต่อไปนี้ผมคงจะเปลี่ยนไป แต่ไม่ว่าใครจะบอกว่าผมเป็นยังไง ขอให้จำไว้ว่าผมรักไทยเสมอนะครับ” ชายหนุ่มผมสีอ่อนยิ้มให้เป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะรีบหลบไปราวไม่อยากให้ใครรู้ว่าเขาแอบมาที่นี่

*              *              *

                หลังได้ข่าวการปลงพระชนม์พระเจ้าซาร์ ไทยก็ไม่ได้ติดต่อคุณอีวานอีกเลย ทั้งที่คนที่เสียใจกับการตายของซาร์มากที่สุดก็คือคุณอีวานแท้ ๆ แต่นี่ก็เป็นทางเดียวที่เขาจะบอกความรู้สึกว่าไม่ยอมรับรัฐบาลบอลเชวิกของรัสเซีย

                ที่สำคัญบอสใหม่ของคุณรัสเซียตอนนี้ไม่น่าไว้ใจอีกต่อไปแล้ว หากเขาฆ่ากระทั่งซาร์และเชื้อพระวงศ์ของเขาเองได้ เขาจะมองประเทศเล็ก ๆ อย่างเรามีค่าสักแค่ไหนกัน

                คงเทียบเท่าแมลงตัวจ้อยที่จะขยี้ทิ้งเมื่อไหร่ก็ได้กระมัง

                กระนั้นไทยก็ยังอดเป็นห่วงรัสเซียไม่ได้ จึงโทรศัพท์ติดต่อไป แม้จะรู้ว่าเสี่ยง ทว่าเสียงปลายสายนั้นมีเพียงความเศร้าหม่นที่เจือไปด้วยคับแค้นใจจากการสูญเสียซาร์นิโคลัสที่สองไป

“ทุกคนล้วนแต่โทษว่าเป็นความผิดของซาร์  แต่ไม่มีใครว่าคาร์ล มาร์กซ์ผู้เป็นต้นคิดคอมมิวนิสต์ กับไกเซอร์เยอรมันเลย เลนินที่เอาลัทธิมาร์กซ์มาใช้เพื่อล้มล้างระบอบกษัตริย์ก็ได้รับความช่วยเหลือจากเยอรมนีให้กลับมารัสเซียได้  แบบนี้ยังจะไม่ใช่ความผิดของเยอรมนีอีกหรือ” ดวงตาสีม่วงซึ่งคนปลายสายไม่เห็น ฉายเพียงความเย็นชาออกมายามเอ่ยว่า “สักวัน...ผมจะให้เยอรมนีชดใช้อย่างสาสม”

ไทยหนาวสันหลังวาบ นึกหวั่นว่าชะตากรรมของสองพี่น้องเยอรมนีในภายภาคหน้าจะเป็นยังไงต่อไป

                ตั้งแต่นั้นเขาก็ติดต่อรัสเซียไม่ได้อีกเลย

สงครามโลกผ่านไปแล้วถึงสองครั้ง ตามมาด้วยสงครามเย็น

ไทยยังคงแทบไม่ได้เจอคุณรัสเซียอีกนับแต่ซาร์นิโคลัสที่สองจากไป

                เพราะบอสคนใหม่ของคุณรัสเซียหันไปใช้ระบอบคอมมิวนิสต์ ยิ่งทำให้ด้านใจดีของคุณรัสเซียที่ไม่ค่อยมีใครได้เห็นอยู่แล้ว ยิ่งถูกเก็บซ่อนเอาไว้มิดชิดกว่าเดิมเข้าไปอีก

 

ผมในตอนนี้ก็ยังไม่ค่อยกล้าไปหาคุณรัสเซีย ยิ่งได้ยินว่าบอสของรัสเซียพยายามเผยแพร่ระบอบคอมมิวนิสต์ โดยเชื่อในทฤษฎีโดมิโนว่าประเทศที่อยู่ใกล้กันจะเปลี่ยนตามกันไปเป็นลูกโซ่ และจะได้กลายเป็นพวกเดียวกันในสงครามเย็นสู้กับฝ่ายอเมริกา

                ขึ้นชื่อว่าสงคราม ยังไงผมก็ไม่ชอบ

                ที่สำคัญเรื่องที่เกิดกับซาร์นิโคลัสที่สองฝังใจผมจนลึกเกินหยั่ง

                ผมกลัวเหลือเกินแต่ก็ตั้งปณิธานแน่วแน่ว่า ต่อให้ต้องเป็นโดมิโนตัวสุดท้ายที่รับแรงผลักจากทุกทาง ผมก็จะไม่ยอมล้มเด็ดขาด

 

                ในที่สุดม่านเหล็กก็ค่อย ๆ บางลงเรื่อย ๆ จนผมเริ่มไปหาคุณอีวานได้อีกครั้ง แต่เพราะเราไม่ได้พบกันมานาน และต่างก็ผ่านเรื่องอะไรมามาก เลยยังรู้สึกขัดเขิน ต่อกันไม่ค่อยติดนัก กระนั้นเราก็ยังพยายามจูนเข้าหากันอยู่

                แต่พอม่านเหล็กถูกปลดลงจนหมด ผมก็หายใจคล่องขึ้นเยอะ ไม่ต้องรู้สึกกังวลที่จะไปพบคุณรัสเซียอีก คุณอีวานเองก็มาหาผมได้ตามใจชอบโดยไม่ต้องกังวลเรื่องบอสของเขาอีกต่อไป

 

 “ไม่ต้องมีข้ออ้างในการมาที่นี่แล้วนะครับ แค่นึกอยากมาเที่ยว จะมาเมื่อไหร่ก็ได้นะครับ ผมยินดีต้อนรับคุณอีวานเสมอ” ไทยยิ้มแป้นรับแขกเต็มที่ โดยเฉพาะเมื่อแขกคนที่ว่าเป็นคุณรัสเซีย ผู้มีสายสัมพันธ์กับไทยมายาวนาน

วันนี้คุณอีวานก็มาเที่ยวทะเลเมืองไทยเหมือนเคย บางทีก็ไปพัทยา บางทีก็ภูเก็ต แต่สิ่งที่คุณอีวานชอบไม่เปลี่ยนก็คือแสงแดดแรงจ้าจนแทบจะเป็นลมนี่เอง

                “ผมซื้อคอนโดที่พัทยาแล้วนะครับ ต่อจากนี้จะได้มาเที่ยวอีกบ่อย ๆ” ชายหนุ่มผมสีอ่อนยิ้มกว้างด้วยสีหน้าสดชื่น คนของเขาชอบเมืองไทยกันมาก จนแห่กันมาซื้อคอนโดที่นี่เยอะเลย  ตอนนี้เขาเห็นภาษารัสเซียแถวนี้เยอะจนน่าชื่นใจจริง ๆ

“มาเที่ยวบ่อย ๆ ก็ดีนะครับ” ไทยเอานิ้วเกาแก้มราวกับกังวลถึงเรื่องที่จะพูดต่อ “แต่ไม่รู้ทำไมผมชักรู้สึกว่าเดี๋ยวนี้คนของคุณอีวานที่มาแถวพัทยา ภูเก็ตชักจะน่ากลัวขึ้นเรื่อย ๆ ยังไงชอบกล ทั้งหุ่นล่ำ มีแผลเป็นที่หน้า แล้วยังถือปืนกันเพียบเลย น่ากลัวจัง!!”

“โค่ล โค่ล โค่ล” รัสเซียหัวเราะหน้าใสแต่ไม่ตอบอะไรทั้งนั้น

 

++++++++++++++++++++++

 

*ข้อมูลอ้างอิง: ค้นหารัตนโกสินทร์2 โดย ไกรฤกษ์ นานา สนพ.มติชน

เผื่อใครไม่เก็ตมุขสุดท้าย http://www.oknation.net/blog/print.php?id=266829

 

Comment

Comment:

Tweet

ค่อนข้างจะงงๆ กับความสัมพันธ์ของหลายๆ ประเทศ
เพราะไม่ค่อยรู้เรื่องประวัติศาสตร์นั่นเอง แฮ่ๆ ==b

แอบทึ่งไรเตอร์มากๆ เพราะนอกจากจะรู้ประวัติของหลายๆ ประเทศแล้ว
ยังสามารถเชื่อมโยงพวกเขาเหล่านั้นให้มาเกี่ยวข้องกัน
จนกลายมาเป็นฟิคเรื่องนึงได้
ไรเตอร์สุดยอดจริงๆ ค่ะ ^^

#1 By waiting (111.84.49.26) on 2011-08-21 15:33