ขอบคุณทุกคนที่มาเม้นต์ให้นะคะ เป็นกำลังใจอย่างดีเลย
หลัก ๆ ที่แนวฟิคเราจะแปลกกว่าชาวบ้าน ก็เพราะเราเป็นพวกหาฟิคคนอื่นอ่านไม่ค่อยเจอ แถมคู่อยากอ่านมันก็มักจะจัดอยู่ในสายแรร์มากกว่า สุดท้ายเมื่อหาไม่เจอก็เลยแต่งเองมันซะเลย 555+ (ณ ตอนนี้ก็ยังหาฟิคไม่ค่อยเจอ เจอแต่โดจิน เป็นพวก search หาฟิคไม่เก่งเลยจริง ๆ)

บทนี้จะมีหลายคนได้โผล่หน้ามานะคะ อย่าเพิ่งเห็นว่าเป็นคุณพี่แล้วไม่อ่านกันเลยล่ะ
==================================================

 

 
 
 
 
 
ตอน 3 : ไทยกับฝรั่งเศส และหนึ่งวันแสนวุ่นวาย

สมัย ร.5

ฝรั่งเศสถือช่อดอกกุหลาบสีแดงช่อใหญ่ในชุดทางการเต็มยศ คราวนี้แหละเขาจะไปสู่ขอไทยให้ยอมมาเป็นของเขาให้ได้ซักที ใครกันจะไม่อยากมาเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิฝรั่งเศสอันแสนยิ่งใหญ่ งดงาม อาหารก็แสนอร่อยอย่างชั้นกัน

แน่ล่ะว่าเจ้าอังกฤษจอมทำอาหารห่วยแตกนั่นไม่มีทางเจ๋งไปกว่าเขาได้หรอก เจ้าบ้านั่นมาจีบไทยก่อนเขาตั้งเป็นศตวรรษแต่กลับได้เมืองของไทยไปแค่หนสองหนเนี่ยนะ งี่เง่าชะมัด แต่ก็นั่นแหละ ใครจะทานเสน่ห์ของคุณพี่ได้กัน อย่างเขมรแค่เข้าไปตีสนิทนิดหน่อยก็ได้มาไว้ในกำมืออย่างง่ายดาย

“ไม่ว่าจะนิสัยยังไง เด็กคนนั้นก็เป็นน้องของผมนะครับ”

ฟรานซิสหรือฝรั่งเศสนึกถึงน้ำเสียงเจ็บปวดและสีหน้าเศร้าของไทยตอนที่เขาแบ่งดินแดนของไทยออกไปครั้งแรกสุด แล้วก็หยุดฝีเท้า

นั่นเป็นครั้งแรกที่เขาเห็นคน ๆ นั้นทำหน้าเศร้าขนาดนั้น หนุ่มชาวเอเชียผู้ยิ้มต้อนรับทุกคนที่มาหา ช่างยิ้มช่างเจรจา หัวไวทันคน และเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น

ไทยผู้ยังไม่ยอมตกเป็นของใครทั้งนั้น

ทั้งที่คิดว่าถ้าค่อย ๆ ชิงดินแดนของไทยไปทีละส่วน สักวันก็จะได้ตัวไทยมาเป็นของเราแน่ ๆ แท้ ๆ

แต่ไทยที่เป็นคนดังในบ้านฝรั่งเศสกับอังกฤษ ยิ่งเป็นที่สนใจและยอมรับ เมื่อเขาไปหาเกือบทุกคนในแถบยุโรป ขืนฝรั่งเศสทำอะไรกับไทยแบบที่เคยมาตอนนี้คงสร้างความไม่พอใจในหมู่ชาติยุโรปแน่

ใช่แล้ว เพราะงั้นคราวนี้เขาคิดว่าจะขอไทยอย่างสุดแสนโรแมนติคเป็นเรื่องเป็นราว ให้มาอยู่บ้านเขาซะ เพื่อที่เขาจะได้ให้ความคุ้มครองจากเจ้าบ้าคิ้วหนาที่จ้องไทยตาเป็นมันอย่างอังกฤษไงล่ะ และแทนที่จะใช้กำลังข่มขู่ให้กลัว เขาควรจะโปรยเสน่ห์เหลือล้นของเขาให้ไทยตกหลุมรักจนยอมมาอยู่กับเขาอย่างง่ายดายจะดีกว่า แผนง่าย ๆ แบบนี้ทำไมเขาไม่คิดได้ตั้งนานแล้วนะ

ฝรั่งเศสหยุดอยู่หน้าบ้านไทยแล้วสั่นกระดิ่ง สักพักเขาได้ยินเสียงฝีเท้าตามด้วยประตูที่เปิดออก ชายหนุ่มผมดำสวมแว่นตายื่นหน้าออกมา พอไทยที่เดินออกมารับทั้งรอยยิ้มเห็นว่าใครมา เขาก็ดูชะงักไปชั่ววูบหนึ่ง

แต่เพียงวูบเดียวเท่านั้น ไทยก็ยิ้มและกล่าวต้อนรับ “อ้าว สวัสดีครับคุณฝรั่งเศส เชิญเข้ามาสิครับ”

คุณพี่คิดว่าเขาคงจะตาฝาดไปเอง หรือไม่ก็ไทยคงจะตะลึงในความงดงามของเขาจนอึ้งไปแน่ ๆ จึงซ่อนช่อกุหลาบไว้ด้านหลังก่อน รอไว้ให้เข้าไปในบ้านแล้วค่อยคุกเข่ามอบให้ คงจะน่าประทับใจกว่าแน่

ทว่าเมื่อฝรั่งเศสเดินตามเจ้าบ้านมาถึงเรือนรับรองแขกแล้วก็ต้องตกตะลึงตาค้าง เมื่อเห็นว่ามีใคร ๆ อยู่เต็มไปหมด ทั้งอังกฤษ เยอรมนี อิตาลี รัสเซีย เดนมาร์ก อเมริกา ฮอลแลนด์ เบลเยียม นอร์เวย์ สเปน โปรตุเกส  ทุกคนนั่งกระจายกันตามมุมต่าง ๆ แบบเอกเขนกสบายใจราวกับบ้านของตัวเอง บางคนก็นั่งคุยกัน เล่นหมากรุก กินขนม นั่งอ่านหนังสือ

กระทั่งญี่ปุ่นที่เพิ่งถูกอเมริกาลากออกจากบ้าน หลังเก็บตัวมาร่วม 200 ปีก็อยู่ที่นี่ด้วย!! นี่มันอะไรกัน!!

“อะไรกัน เจ้าบ้าไวน์หรอกหรือเนี่ย ขัดจังหวะคนเขากำลังพูดกันจริง ๆ แกนี่” อังกฤษบ่นอุบก่อนหันไปทางชายหนุ่มผมดำ “ไทย มาคุยกันต่อเถอะ ยังพูดไม่จบเลย ไม่ต้องไปสนใจเจ้านั่นหรอก”

“เอ่อ ถ้ายังไงเดี๋ยวผมไปยกน้ำให้เขาก่อน”

“ไม่เป็นไรหรอกไทย ฉันมีไอ้นี่ เอานี่ ฝรั่งเศสเอานมนี่ไปดื่มซะ” เดนมาร์กยื่นขวดนมสดให้ด้วยรอยยิ้มกว้าง ทำเอาฝรั่งเศสเหวอไป และตอนที่เขามัวเผลออยู่ ฮอลแลนด์ ชายหนุ่มผมตั้งอีกคนก็โผล่มาด้านหลัง

“อ้าว ช่อดอกไม้นี่ เดี๋ยวฉันเอาไปใส่แจกันให้เอง เรื่องดอกไม้ฉันถนัด” พูดจบไม่รอคำตอบจากเจ้าของ ชายหนุ่มร่างยักษ์ผู้มีรอยบากเหนือคิ้ว พันผ้าพันคอลายทางก็เอาช่อกุหลาบแดงพาดไหล่เดินดุ่ม ๆ ออกไปเลย  ทำเอาฟรานซิสรู้สึกเซ็งที่แผนการล้มไม่เป็นท่า เพราะบ้านไทยคนเต็มไปหมด

“ไทย ถ้านายมีเวลาขนาดเอาน้ำให้ฝรั่งเศสละก็ ไปเที่ยวกับพวกฉันเหอะ” กิลเบิร์ตหนึ่งในสองพี่น้องเยอรมนีเข้ามากอดไทยจากข้างหลังทันที

“พี่ครับ ไทยมีแขกออกเยอะเต็มบ้าน ที่สำคัญตอนนี้เป็นคิวของอังกฤษครับ อังกฤษเสร็จธุระเมื่อไหร่ค่อยถึงตาเราที่มาทีหลัง” ลุดวิกเยอรมนีคนน้องพูดแย้งด้วยเหตุผล

“วี… ไปดูพระราชวังที่ฉันสร้างกันเถอะ ฉันทุ่มสุดฝีมือเลยนะ” อิตาลียกมือแสดงความเห็นบ้าง

“เฮ้ ไทย ๆ ไอ้นี่คืออะไรน่ะ งานศิลป์ของไทยหรือ” อเมริกาเรียกพลางยกรูปปั้นสไตล์เอเชียขึ้นมาเขย่า

“หวา คุณอเมริกา นั่นมันพระพุทธรูปนะครับ เอามาเล่นแบบนี้ไม่ได้นะ!”  ไทยรีบเข้าไปห้ามด้วยความตกใจ

“ไทย เราคุยค้างกันอยู่นะ” อังกฤษเริ่มตัวสั่นเทิ้มที่โดนใคร ๆ ขัดจังหวะตลอดไม่หยุดแบบนี้

“อ๊ะ ครับ คุณอังกฤษ…” ไทยเดินกลับไปนั่งคุยกับอังกฤษแล้วก็พูดอะไรกันสักอย่าง ฝรั่งเศสไม่ได้ใส่ใจจะฟังนัก ไม่เข้าใจว่าทำไมทีกับอังกฤษ ไทยยังคุยด้วยราวกับไม่มีอะไร ทีเวลาคุยกับเขากลับคุยตามมารยาทเท่านั้น ทั้งที่อังกฤษเองก็เอาดินแดนบางส่วนมาจากไทยเหมือนกันแท้ ๆ แล้วทำไมกันล่ะ ทำไม!

แม้แต่ภาษาก็ดูเหมือนไทยจะฝึกภาษาอังกฤษเป็นจริงเป็นจังมากกว่าภาษาของเขาอีก 

หมายความว่าถ้าให้เลือก ไทยอยากอยู่กับอังกฤษมากกว่าเขางั้นหรือ

ไม่ ไม่มีทางเป็นแบบนั้นแน่ ใครมันจะอยากไปอยู่กับเจ้าประเทศงี่เง่าแบบนั้นกัน

ถ้าจะต้องเสียให้อังกฤษล่ะก็ คุณพี่ขอไทยไว้เองดีกว่า เสียดายของ

 

“อ๊ะ ขนมกับน้ำผลไม้หมดแล้ว เดี๋ยวผมไปเอามาเพิ่มให้นะครับ” ไทยยกจานเศษอาหารบนโต๊ะขึ้นมา แล้วเดินออกไป ฝรั่งเศสเห็นเป็นโอกาส จึงรีบตามไป

แต่นั่นก็ไม่ได้พ้นสายตาใครบางคนในห้องนั้นหรอกนะ

 

ไทยวางจานเศษอาหารแล้ว ไปเดินดูหม้อขนมกับตะกร้าผลไม้ คิดคำนวณอยู่ว่าจะเอาอะไรไปอย่างละกี่จานดี ฝรั่งเศสก็เดินเข้ามาแล้วดึงประตูคู่ปิดลง

ชายหนุ่มผมดำเห็นว่าใครมาก็ตัวเกร็งด้วยความระวังตัว กระนั้นก็ยังยิ้มสู้ออกไปก่อน “มีอะไรหรือครับ คุณฟรานซิส ออกไปรอห้องรับแขกก็ได้ครับ เดี๋ยวผมยกน้ำกับขนมออกไปให้เอง”

อีกแล้ว สีหน้าไทยเปลี่ยนไปเวลาพูดกับเขา และมักจะพูดเหมือนจงใจตัดบทให้เขาไปห่าง ๆ จริง ๆ นั่นแหละ

ช่วยไม่ได้ ถ้าวิธีหว่านเสน่ห์ไม่ได้ผล ก็คงต้องรุกให้เร็วกว่านี้ซะแล้ว

ฝรั่งเศสเดินเข้าไปประชิดตัวไทยอย่างรวดเร็ว แต่ไทยที่ระวังตัวอยู่แล้วถอยทันควันจึงหลุดรอดจากเงื้อมมือฟรานซิสไปได้ “เอิ่ม มีอะไรงั้นหรือครับคุณฝรั่งเศส” ไทยถามด้วยสีหน้ายิ้ม แต่ค่อย ๆ ถอยเท้าไปทางประตูพร้อมกันไปด้วย

ฝรั่งเศสเริ่มหอบด้วยสีหน้าที่ทำให้ไทยขนลุกซู่ เย็นสันหลังวาบ “มาเป็นหนึ่งเดียวกับคุณพี่เสียดี ๆ เถอะไทย อย่าให้ต้องใช้กำลัง”

ไทยรีบวิ่งแจ้นไปทางประตูอย่างรวดเร็ว ไม่ใช่ว่าเขาสู้ไม่ได้หรอก แต่ขืนเขาใช้มวยไทยซัดไป ไม่รู้จะโดนฝรั่งเศสจอมหัวเสด้านกฎหมายเรียกค่าเสียหายหมัดละกี่ล้านฟรังซ์ แค่จ่ายค่าไถ่ประเทศคราวก่อนก็แทบแย่แล้ว

ทว่าพอวิ่งมาถึงประตู ฝรั่งเศสก็ตามมาทัน ไทยหันหลังกลับมาเผชิญหน้า ตั้งใจว่าถ้าคราวนี้ต้องเจออะไรอีกก็ขอสู้ตายล่ะงานนี้

“หนีคุณพี่ไม่พ้นหรอกน่า ยอมดี ๆ เถอะนะ ไทยผู้แสนน่ารัก” ฝรั่งเศสเอามือยันประตูที่ตนเพิ่งเป็นคนปิดเมื่อครู่

ประตูบานคู่ที่ไม่ได้ลงกลอน เมื่อถูกฝรั่งเศสเอามือสองข้างยันจึงเปิดออก จนไทยเซถลาล้มหงายไปชนอะไรแข็ง ๆ ด้านหลัง เมื่อชายหนุ่มผมดำเงยหน้าขึ้นจึงเห็นมือใหญ่ข้างหนึ่งกำลังยันหน้าคุณฝรั่งเศสให้อยู่ห่างเขาอยู่ ส่วนมืออีกข้างรั้งตัวเขาไว้ไม่ให้ล้ม 

“โค่ล ๆ ๆ เป็นยังไงบ้างครับไทย เห็นมาเอาขนมตั้งนานยังไม่ออกไป ผมเลยมาดูน่ะ” เสียงเย็น ๆ ที่คุ้นเคยดังขึ้น ที่แท้เขาก็ล้มลงมาพิงคุณรัสเซียนี่เอง

“คุณอีวาน!” ไทยดีใจจริง ๆ ที่รัสเซียมาช่วยไว้ในตอนหน้าสิ่วหน้าขวานพอดี และเมื่อมองไปด้านหลังก็เห็นทุกคนมายืนอยู่ตรงนั้นกันหมด

“นายน่ะ เลิกมาตอแยไทยได้แล้ว ฉันล่ะไม่เข้าใจเลยว่าทำไมเขาถึงยังยอมให้นายเข้าออกบ้านเขาได้ตามใจชอบ” อังกฤษกอดอกพลางบ่น ขนาดมีคนอยู่เต็มบ้านไทยแบบนี้ เจ้าบ้าไวน์นี่ยังหน้าไม่อายทำกับไทยได้  ยังไงเขาก็ไม่มีวันยกไทยให้เจ้าหมอนี่เป็นอันขาด

“เงียบไปเลยน่า อังกฤษ นั่นมันคำพูดของฉันต่างหาก ทั้งที่นายก็เอาดินแดนของไทยไปเหมือนกัน ทำไมถึงมีแต่ฉันที่…” ฝรั่งเศสเงียบไป เขาไม่รู้จะเรียกว่าอย่างไร  ไทยไม่ได้แสดงท่าทีรังเกียจหรือขับไสไล่ส่ง ไม่เคยโกรธใส่ ไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็ยิ้มกลับมาตลอด

 

ไม่สิ มีคราวนั้นเพียงครั้งเดียวที่เขาได้เห็นสีหน้าอื่นของไทย 

“เด็กคนนั้นยังยืนหยัดด้วยตัวเองไม่ได้ แต่คุณก็ยังแย่งเขาไปจากผม”

“อะไรกัน ก็เขมรคนนั้นเขาอยากมาอยู่กับฉันเองนี่นา คุณพี่ก็เป็นผู้ใหญ่ใจดีก็เลย…” ฝรั่งเศสชะงักไปเมื่อหันมาเห็นสีหน้าที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดของไทย

“งั้นหรือครับ แต่ตอนผมเรียกเด็กคนนั้นมาคุยด้วย เขาบอกว่าถูกคุณข่มขู่จนกลัวเลยต้องยอมไปอยู่ด้วยนี่” ไทยขมวดคิ้วแน่นพลางกัดฟันพูด “ถึงผมกับเด็กคนนั้นจะไม่ได้ดีกันตลอด แถมเขายังโลเลเอาแน่เอานอนไม่ได้ แต่…ไม่ว่าจะนิสัยยังไง เด็กคนนั้นก็เป็นน้องของผมนะครับ”

“อะไรกัน ถ้าเจ็บใจขนาดนั้นล่ะก็ มาสู้กับฉันไหมล่ะ”

ไทยมองฝรั่งเศสด้วยสายตาเดือดดาล แววตานักสู้แบบเดียวกับที่เขาเคยเห็นจากเสปนเวลาโกรธจัดและพร้อมจะสู้ตาย  

ระ หรือว่าไทยคิดจะสู้กับเราจริง ๆ ไม่หรอกน่า ไทยสู้เราไม่ได้หรอก แค่เอาเรือรบของเราเข้ามาก็ชนะได้ไม่ยากแล้ว  ไม่สิ ถ้าไทยสู้ เราต้องดีใจถึงจะถูก จะได้ยกทัพรุกคืบเข้ามายึดดินแดนเพิ่มเติมได้อีก  ฝรั่งเศสรีบคิดคำนวณสถานการณ์

 

ทว่าจู่ ๆ ไทยก็สีหน้าสงบนิ่ง และค่อย ๆ ยิ้ม แต่ดวงตากลับเศร้าเหลือเกิน

“ถ้าอย่างนั้นก็… ฝากดูแลน้องของผมด้วยนะครับ” น้ำเสียงของไทยตอนเดินสวนเขาแหบพร่าแปร่งไป

 

ฝรั่งเศสย้อนนึกถึงวันนั้นแล้วก็สงสัยนักว่าไทยคิดยังไงกับเขากันแน่

ไทยคนนั้นไม่ได้เลิกพูดกับเขา ยังยิ้มให้เขาอยู่ แต่ไม่เข้าใกล้เขาอีกนอกจากจำเป็น  นะ นี่หมายความว่าเขาถูกเกลียดอย่างนั้นหรือ ถูกไทยที่ปกติต้อนรับทุกคนเสมอเกลียดอย่างนั้นหรือ เขาผู้เป็นเจ้าแห่งความโรแมนติคและความรักเนี่ยนะ!!!

 

ระหว่างที่เขากำลังยืนนึกกลุ้มที่เสียความนิยมไป ก็พบว่าแขกทุกคนในบ้านกำลังยืนรุมจ้องเขาอยู่ราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ

“เฮ้ พวกเราได้ยินว่านายมารังแกไทยอีกแล้วเหรอ” กิลเบิร์ตหรืออดีตปรัสเซียกอดอกยืดตัวพลางฉีกยิ้ม “ไม่ดีเลยน๊า ไม่ดีเลย เห็นว่ากำลังเยอะกว่าแล้วมาแกล้งเด็กน่ารักคนนั้นแบบนี้น่ะ”  ลุดวิกเยอรมนีคนน้องก้มมองฝรั่งเศสด้วยสีหน้าถมึงทึงราวจะบอกว่าเขาก็รู้สึกไม่ต่างกันกับพี่ชาย

แล้วทุกคนในที่นั้นก็พร้อมใจกันรุมยำคุณฟรานซิสกันไปคนละเท้าสองเท้า บ้างก็ไม่พอใจจริง บ้างก็แค่อยากตึ๊บฝรั่งเศส พอให้คุณพี่ปวดเมื่อยเนื้อตัวลุกไม่ขึ้นกันไป โดยมีเสปนยืนยิ้มดูอยู่เฉย ๆ อยู่ห่าง ๆ แต่ไม่ค่อยห่วงเท่าไหร่ 

ฝรั่งเศสนอนหมดแรงอยู่อย่างนั้นแม้ทุกคนจะเดินจากไปจากที่เกิดเหตุกันหมดแล้ว ในใจคิดว่า หากนี่เป็นทางเดียวที่ไทยจะยังมองเขา คุยกับเขาอยู่ งั้นเขาก็จะเก็บดินแดนที่เขาริบจากไทยได้เอาไว้ต่อไป จะไม่ยอมให้หลุดมือคืนไทยไปได้แม้แต่ส่วนเดียว

 ญี่ปุ่นที่เนียนร่วมวงกับเขาไปแล้วหนึ่งดอก ปลีกตัวออกมาก่อนเพื่อหาตัวไทย ก่อนจะเห็นว่าไทยนั่งพิงราวระเบียงโปร่งนอกชานอยู่ ไทยไม่ได้ทำหน้าเศร้า แต่ก็ดูเหนื่อย ๆ และถอนหายใจด้วยความโล่งอกที่รอดมาได้อีกครา

 “ไม่เป็นไรนะครับไทย” ญี่ปุ่นเข้าไปนั่งข้าง ๆ พลางถามด้วยความเป็นห่วง ยังไงเขากับไทยก็เคยติดต่อกันมานานก่อนที่ชาติยุโรปจะเข้ามาซะอีก ยิ่งเขามาเห็นชาติเล็ก ๆ แถบเอเชียถูกรังแกแบบนี้ก็ยิ่งทนไม่ได้

ไทยเงยหน้าขึ้นมองญี่ปุ่นแล้วยิ้มตอบ “ผมไม่เป็นไรหรอกครับ ยังไงผมก็เป็นนักสู้นะครับ แค่นี้ไม่ท้อง่าย ๆ หรอก” ไทยยิ้ม ไม่อยากให้ญี่ปุ่นเป็นห่วง ทั้งที่พวกเขาได้พบกันอีกหลังห่างกันไปนานเกือบสองศตวรรษทั้งที  นั่นสิ ตั้งแต่หลังยุคคุณยามาดะ นางามาสะคนนั้นล่ะมั้ง

“ไทย” ญี่ปุ่นเอื้อมมือออกไปกุมมือของไทยไว้มั่น “สักวันผมจะให้ฝรั่งเศสและอังกฤษคืนดินแดนให้คุณทั้งหมดให้ได้เลย คอยดู” ญี่ปุ่นมองไทยด้วยสายตามุ่งมั่นพร้อมให้คำสัญญาหนักแน่น จนไทยซึ่งคิดจะบอกว่าล้อเล่นแน่ถึงกับอึ้งไป

“คุณคิคุครับ เอ่อ…” ไทยอยากพูดอะไรสักอย่าง แต่ก็ไม่รู้จะพูดอะไร พลันก็นึกได้ว่าทิ้งบรรดาแขกเหรื่อให้รอกันอยู่ จึงเดินกลับไปที่ครัวโดยมีญี่ปุ่นตามไปเป็นเพื่อน ซึ่งชายหนุ่มแดนอาทิตย์อุทัยผู้เงียบขรึมก็ไม่ได้พูดอะไรอีก

ไทยรู้สึกแปลก ๆ กับคำพูดของญี่ปุ่น แต่ก็บอกไม่ถูกว่ามันคืออะไร

น่าจะเรียกว่าสังหรณ์ไม่ดีล่ะมั้ง แต่มันคืออะไรนี่สิ

 

เขาไม่เคยคิดเลยว่าวันหนึ่งญี่ปุ่นตั้งใจจะทำตามสัญญาในวันนั้นจริง ๆ

 

ด้วยการดึงไทยเข้าสู่สงคราม

 

*              *              *

Comment

Comment:

Tweet

We should get dissertation writing service or dissertation references. And to note that you are a good students, you have to get thesis writing service.

#4 By Janis32Small (91.212.226.143) on 2011-11-20 09:24

ว่าจะตอบ #2 คุณ waiting ซะหน่อย แต่ไม่มีหลังไมค์ งั้นตอบตรงนี้นะ

คุณไทยยังไม่มีชื่อ official ข้าเจ้าเลยว่าจะรออ. ฮิมารุยะคิดออกมาก่อน ค่อยใส่ ถ้าจะให้คิดเองก็ยังไม่เจอชื่อถูกใจ แต่จริง ๆ ตอนนี้ก็แอบชอบชื่อ คชา ที่แปลว่าช้างอยู่เหมือนกัน question

ขอบคุณ คุณ Mare ด้วยนะคะ ที่มาเม้นต์ให้

#3 By Motif on 2011-08-18 14:08

วันนี้แขกเยอะมาก แอบเหนื่อยแทนเลยค่ะ
ยิ่งมาเจอแขกอย่างคุณฟรานซิสด้วยแล้ว ปวดหัวจริงๆ
แต่ไทยก็ยังรอดมาอีกหน

ไทยน่ารักจริงๆ ไม่ว่าใครมาหาก็ยิ้มและต้อนรับอย่างดี
ถึงแม้คนๆ นั้นจะทำให้ขุ่นเคืองขนาดไหน

แต่สงสัยอยู่อย่างนึงค่ะ
ใครๆ ก็มีชื่อเรียกอีกชื่อ อย่างญี่ปุ่นก็คิคุ ฝรั่งเศสก็ฟรานซิส
แล้วไทยไม่มีเหรอคะ

ขอบคุณสำหรับฟิคสนุกๆ แบบนี้นะคะ ^^

#2 By waiting (1.47.73.149) on 2011-08-13 16:52

สนุกมากเลยค่ะcry
เขียนทั้งด้านร้ายและด้านแสนดีของแต่ละคนออกมาได้ถึงอารมณ์มากๆ
แอบหงุดหงิดเล็กๆแทนคุณไทยsad smile

จบได้อยากอ่านต่อตอนไปมากๆเลยค่ะ รอตอนต่อไปนะคะ^^

#1 By ★MARE☆ on 2011-08-10 21:33