ตอน 2: ไทยกับบ้านเยอรมัน

ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1

               ครั้งแรกที่ได้พบเขา เขายังใช้ชื่อปรัสเซียอยู่เลย ตอนนี้เขามีน้องชายเพิ่มมาอีกคนและกลายเป็นจักรวรรดิเยอรมันไปแล้ว คุณปรัสเซียบอกให้เรียกชื่อเขาคือกิลเบิร์ต ส่วนน้องชายชื่อลุดวิก แต่ผมก็ติดปากชอบเรียกคุณกิล กับคุณลุดวิกมากกว่าจะเรียกชื่อเฉย ๆ

                ชายหนุ่มผมขาวนัยน์ตาสีแดงเป็นคนร่าเริง แสดงความรู้สึกออกมาตรง ๆ จนออกจะห่ามนิด ๆ แต่ผมกลับรู้สึกว่านั่นเป็นเสน่ห์ของเขา อาจจะเป็นเพราะทั้งผมทั้งเขาเองต่างก็ผ่านการสู้รบมานับครั้งไม่ถ้วนเหมือนกันก็ได้ ถึงได้รู้สึกเหมือนว่าพวกเรามีบางอย่างที่เชื่อมโยงถึงกันได้  ส่วนคนน้องเป็นชายหนุ่มผมทองหวีผมเรียบแปร๊ นัยน์ตาสีฟ้าสวยกับร่างกายกำยำดูแข็งแรง เยอรมนีคนน้องเป็นคนเอาจริงเอาจัง มีระเบียบวินัย แต่ก็มีด้านที่ใสซื่อจนน่ารักเลยทีเดียว

                เหมือนอย่างตอนที่เขาเห็นโตโต้ ช้างของผมแล้วก็จ้องมองด้วยดวงตาเป็นประกายราวกับเห็นลูกหมาน่ารัก ๆ เป็นต้น ผมล่ะดีใจจริง ๆ ที่เขาชอบช้างไทยมากขนาดนั้น

                “ไทย! พวกฉันสร้างทางรถไฟให้เสร็จแล้ว ไปเที่ยวกันเถอะ!” คุณกิลประกาศก้องด้วยน้ำเสียงร่าเริงจนน้องชายผู้แสนเอาจริงกับชีวิตถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่

                “อ๊ะ ขอบคุณมากครับ มาดื่มน้ำลำไยกันก่อนสิครับ” ไทยเชิญให้สองพี่น้องที่เพิ่งเสร็จจากการทำงานเหนื่อย ๆ ให้พักกันก่อน

                “ที่จริงนายน่ะน่าจะให้ฉันสร้างทางโทรเลขให้ด้วย ไปให้เจ้าอังกฤษมันสร้างก็ต้องเหลวแบบนั้นอยู่แล้ว รู้ไหมว่าเพราะเจ้าโทรเลขนี่แหละที่ทำให้ฉันชนะเจ้าฝรั่งเศสนั่นได้ ทำให้ส่งคำสั่งไปให้ทหารในระยะไกลได้อย่างรวดเร็วจนข้าศึกตามไม่ทันเลย เพราะการข่าวที่รวดเร็วนี่แหละ คือหัวใจของการทำศึกล่ะ!” คุณกิลหลังจากดื่มน้ำจนชื่นใจแล้วก็เริ่มคุยอวดเรื่องที่เขาชนะศึกปรัสเซีย-ฝรั่งเศสได้ ก่อนจะมาเป็นผู้นำการก่อตั้งจักรวรรดิเยอรมนีอีกแล้ว แต่ก็ใช่ว่าไทยจะเบื่อที่ต้องฟังหรอกนะ ก็มันเป็นเรื่องที่ ‘ฝรั่งเศสแพ้’ นี่นะ ต่อให้ฟังอีกซักกี่รอบก็ยังได้อารมณ์สะใจอยู่ดี

                “พี่ครับ เรื่องนี้ พี่เล่าให้ไทยฟังเป็นสิบรอบแล้วนะ พอได้แล้วน่า” ลุดวิกเข้าไปล็อกคอพี่ชายจากด้านหลัง เพราะรู้ดีว่าพี่เขาไม่ยอมเลิกโม้เรื่องนี้ง่าย ๆ แน่

                “เฮ่ย อะไรกัน ก็ชั้นอยากเล่านี่! เมื่อชั้นอยากเล่าชั้นก็จะเล่า ก็ศึกนี้น่ะ อุ๊บ!” คุณกิลโดนคุณลุดวิกเอามือใหญ่ปิดปากแน่นจนพูดต่อไม่ได้

คุณกิลพอมีน้องชายแล้วท่าทางมีความสุขมากกว่าเดิม ผมรู้ว่าเขาเคยเรียกตัวเองว่านักรบเดียวดายสุดเจ๋ง แต่ผมว่าผมชอบคุณกิลตอนอยู่กับน้องชายแบบนี้มากกว่าอีก

                “สนิทกันดีจังเลยนะครับ”

                กิลเบิร์ตหันมาโวยกับชายหนุ่มหน้ายิ้มว่า “ไทย! นายมองโลกสวยงามเกินไปแล้ว!! รีบ ๆ มาช่วยฉันที น้องฉันจะฆ่าฉันตายแล้ว!!”    

                ไทยหัวเราะก่อนจะเข้าไปแกะสองพี่น้องออกจากกัน เพราะท่าทางเหมือนกิลเบิร์ตจะหายใจไม่ออกจริง ๆ ซะแล้ว

                กิลถอนหายใจด้วยความโล่งอกที่หลุดจากท่าล็อคชวนปวดคอของน้องชายบ้าพลังเสียที

                “จริงสิ ไทย เมื่อไหร่จะไปเที่ยวบ้านพวกเราอีกล่ะ ศาลาที่ส่งมาให้น่ะ พวกเราเอาไปตั้งไว้ที่สวนสาธารณะประจำเมืองบาด ฮอมบวร์กแล้วนะ”

                “เอ๊ะ แต่นั่นเป็นศาลาที่ส่งไปเพื่อครอบบ่อน้ำพุที่ตั้งชื่อตามคุณพ่อของผมนี่ครับ”

                สองพี่น้องมันฝรั่งเงียบไป หรือจริง ๆ ต้องบอกว่ากิลเงียบไป เพราะลุดวิกมักจะนั่งเงียบอยู่แล้ว

                “กะ ก็คือมันสวยมากเลยน่ะ แล้วก็ ๆ ถ้าตั้งไว้ที่สวนสาธารณะ ทุกคนจะได้เห็นกันเยอะ ๆ ด้วย” กิลเบิร์ตรีบแก้ตัวเพราะกลัวไทยจะโกรธ แต่หนุ่มเอเชียเห็นว่าเยอรมนีคนพี่ประสงค์ดีจึงไม่ว่าอะไร

                “ครับ ถ้าทุกคนชอบ ผมก็ดีใจครับ” ไทยยิ้มและเริ่มคิดว่าจะส่งไปให้อีกหลังดีไหมนะ

                “นี่ ไว้ไปบ้านฉันอีกนะ ไปดูศาลาของไทยที่บ้านฉันยังไงล่ะ” กิลเอ่ยชวนและพูดอวดด้วยความภูมิใจเต็มที่

                “ครับ ต้องไปให้ได้เลย” ไทยยิ้มและรับคำ

                ผมเคยคิดว่า ช่วงเวลาแห่งความสุขแบบนี้จะคงอยู่ตลอดไป ไม่เคยคิดเลยว่าผมจะมองโลกสวยงามเกินไปอย่างที่คุณกิลว่าไว้

 

            “เยอรมนีประกาศสงครามแล้ว!”

                คำนั้นเหมือนฟ้าผ่าฟาดลงมากลางใจผม นึกห่วงสองพี่น้องมันฝรั่งขึ้นมาจับใจ พวกคุณเยอรมนีจะเป็นอะไรไหมนะ แต่คุณกิลเก่งเรื่องการรบออกขนาดนั้น ต้องไม่เป็นอะไรน่า แต่คู่ต่อสู้คืออังกฤษกับฝรั่งเศส คู่หูนักเลงโตซะด้วย

                ขอให้พวกเขาปลอดภัยทีเถอะ ผมน่ะอยู่ห่างไกลเกินไปและก็ไม่เคยมีประสบการณ์รบแบบยุโรปด้วย คงทำได้เพียงเป็นกลางและภาวนาให้คุณกิลกับคุณลุดวิกชนะฝรั่งเศสอีกครั้งเท่านั้น

 

               “เราคงต้องประกาศสงครามกับเยอรมนี”

               หัวใจของผมหล่นวูบ นึกถึงคำสัญญากับพี่น้องเยอรมนีว่าจะกลับไปเที่ยวบ้านเขาอีก แล้วก็รู้สึกหนาวเยือกข้างในอก

               “ทำไมล่ะครับ ทำไม ทั้งที่พวกเขาเป็นเพื่อนของผมแท้ ๆ แล้วทำไมผมจะต้องไปอยู่ฝ่ายเดียวกับอังกฤษและฝรั่งเศสที่เพิ่งแย่งดินแดนผมไปด้วยล่ะ”

               “ฐานะแท้จริงของกรุงสยามนั้น เป็นอยู่อย่างไร อาณาเขตของเราตกอยู่ในท่ามกลางระหว่างแดนของอังกฤษและฝรั่งเศส เพราะฉะนั้น ถ้าแม้เราแสดงความลำเอียงเข้าข้างเยอรมันแม้แต่น้อย เพื่อนบ้านผู้มีอำนาจ ก็คงจะได้ชนเอาหัวแบนเมื่อนั้น การที่อังกฤษ ฝรั่งเศส เขายอมให้กรุงสยามคงเป็นกลางอยู่นั้น ก็เพราะเขายังไม่เห็นความจำเป็นที่จะให้เราเข้ากับเขาเท่านั้น และถ้าเมื่อใดเขารู้สึกว่าความเป็นกลางของเราเป็นเครื่องกีดขวางแก่เขาแล้ว ไม่ต้องสงสัยเลยเขาคงจะไม่ยอมให้เราคงเป็นกลางอยู่เป็นแน่แท้*

               “กลุ่มเยอรมนีและออสเตรีย-ฮังการีไม่มีทางชนะแล้ว ไทยเป็นกลางอยู่แบบนี้ต่อไปก็มีแต่เสมอตัวหรือเสียเปรียบ ถ้าพวกฝรั่งเศส อังกฤษเขาใจดีก็แค่เสมอตัว แต่ดูท่าฝรั่งเศสจะต้องการให้เราไล่ชาวเยอรมันที่มาค้าขายออกไปจากที่นี่ให้หมด ถึงตอนนั้นเราก็จะต้องรบกับเยอรมนีโดยไม่มีใครช่วย ดังนั้นทางเดียวที่เราจะมีสิทธิ์ต่อรองในภายหลังได้ คือเราต้องตกลงร่วมมือก่อนจะถูกบีบ”

               ไทยกัดฟันก่อนตัดสินใจ อย่างไรเสียผู้คนของเขาก็ต้องมาก่อน

               “ผม…จะประกาศสงครามกับเยอรมนีครับ”

 

               “หา? ไทยประกาศสงครามกับเราเนี่ยนะ เพื่ออะไรล่ะ” กิลคิ้วขมวดหน้ายุ่งหลังจากสำลักเบียร์ออกมาหมดตอนได้ข่าว “นี่มันสงครามฝั่งยุโรปนะ ยังไม่ได้ลามไปถึงบ้านของไทยซักหน่อย!”

                “ผมก็ว่าไม่สมเหตุผล แต่รอบบ้านไทยถ้าไม่เป็นของอังกฤษก็ฝรั่งเศส อาจจะโดนสองคนนั้นขู่เข็ญก็เป็นได้” ลุดวิกออกความเห็น แต่ไม่ใส่ใจนัก ไทยอยู่ห่างจากพวกเขามาก ต่อให้เข้ามาร่วมก็คงไม่ได้ทำหน้าที่สำคัญอะไรมากมาย 

                หรืออย่างน้อยเขาก็ภาวนาให้เป็นเช่นนั้นเพื่อที่จะไม่ต้องสู้กับไทย

 

               รัสเซียกับฝรั่งเศสพอได้ยินว่าไทยจะเข้าเป็นพวกก็ดีใจและเต็มใจต้อนรับ แต่อังกฤษอยากจะเก็บไว้ต่อรองภายหลังเลยไม่ยอมรับ ไทยก็เลยยังไม่ร่วมรบ จนคนอื่นต้องคาดคั้นอังกฤษ คุณผู้ดีเลยบ่ายเบี่ยงว่าก็ได้ แต่ไทยไม่เคยไปออกรบที่ไหนและบอกให้ไปขนสัมภาระแถวทะเลทรายก็แล้วกัน

ไทยชักฉุนเลยไปคุยกับคุณฝรั่งเศสซึ่งประเทศน้ำหอมก็แนะว่าอยากให้ช่วยเหลือเรื่องพาหนะ ขนส่ง และพยาบาลสนาม ซึ่งไทยก็จัดให้ และไปฝึกการรบกับฝรั่งเศสด้วย โดยคุณพี่ก็ช่วยฝึกให้อย่างดี ทว่ายังไม่ทันฝึกเสร็จ สงครามก็จบลง ฝ่ายคุณเยอรมนีเป็นฝ่ายแพ้ดังคาด กระนั้นไทยก็ฝึกต่อไปจนจบหลักสูตร

                ไทยได้ยินมาว่าสองพี่น้องเยอรมนีเข้าใจดีเรื่องที่ไทยเข้าร่วมรบ อยู่คนละฝ่ายกับพวกเขา เรื่องที่ไทยเป็นแค่ประเทศเล็ก ๆ ที่ถูกบีบและไทยก็ไม่ได้ทำอะไรให้เยอรมนีบาดเจ็บด้วย

                หากแต่ไทยก็ยังรู้สึกผิดอยู่ดี

 

การประชุมสันติภาพที่เมืองแวร์ซาย ฝรั่งเศส 

                “เยอรมนี นายต้องรับผิดชอบเต็มในสงครามครั้งนี้ แล้วก็จ่ายค่าเสียหายทั้งหมดให้ด้วย ห้ามมีทหาร ห้ามมีอาวุธ แล้วก็ห้ามคบกับออสเตรียอีก” ฝรั่งเศสสรุปใจความสนธิสัญญาแวร์ซายด้วยสีหน้าระรื่นตามประสาผู้ชนะ ทั้งที่ศึกครั้งนี้คู่ประเทศออสเตรีย-ฮังการีเป็นคนเริ่มแท้ ๆ แต่คงเพราะฝรั่งเศสยังแค้นที่แพ้คุณปรัสเซียไม่หาย จึงมาลงที่เยอรมนีแบบนี้

               หลังการประชุมจบ ไทยรออยู่นอกห้อง เฝ้ารออยากจะพูดกับคุณเยอรมนีสักครั้ง เขาอยากจะปรับความเข้าใจ อยากให้รู้ว่าเขาไม่ได้อยากอยู่คนละฝั่งกับสองพี่น้อง เขายังอยากเป็นเพื่อนกับคุณเยอรมนีที่ดีต่อเขาเสมอมา

               ถ้าสองคนนั้นยังจะยอมเป็นเพื่อนกับเขาล่ะก็!!

               เมื่อประตูเปิดออก คุณกิลเดินออกมาก่อน ดวงตาสีแดงหม่นมัวราวกับมองไม่เห็นสิ่งใดเลย ก่อนจะมองเห็นว่าใครยืนอยู่ตรงหน้า

               “คะ คุณกิลครับ ผมน่ะ” ไทยรีบพูดด้วยความร้อนรน ทว่าลุดวิกที่ออกมาทีหลังเดินผ่านเขาไปอย่างรวดเร็วราวกับไม่สนใจ  หัวใจของไทยหล่นวูบจนตัวชา ชายหนุ่มผมสีขาวเหลือบตามองไทยด้วยสีหน้านิ่งแล้วตามไปสมทบน้องชายอย่างรวดเร็ว

               ไทยได้แต่ยืนตัวสั่นอยู่อย่างนั้น ปล่อยให้ความรู้สึกร้อนผ่าวในดวงตาได้รับการชะล้าง

               นี่เขา…สูญเสียเพื่อนไปแล้วสินะ พวกเขาจะไม่กลับมาหาเขาอีกแล้วหรือเปล่า

                ไทยยืนนิ่งงันอยู่อย่างนั้น ขอเพียงช่วงเวลานี้ที่เขาจะเสียใจกับการสูญเสียนี้ไป ก่อนที่เขาจะกลับไปหาผู้คนของเขา เหล่าชาวไทยที่กำลังรอการฉลองด้วยความยินดีกับเขาอยู่ ไทยปาดน้ำตาแล้วก้าวเดินออกไปจากที่นั่น เขาไม่ชอบความเศร้า และเขาก็เศร้านานไม่เป็นอยู่แล้วด้วย

 

               “ไทยร้องไห้แน่ะ” กิลเปรยออกมาลอย ๆ

               “ผมรู้” ลุดวิกตอบด้วยน้ำเสียงเลื่อนลอยพอกัน

               “. . .”

               “. . .”

               สิ่งที่ไทยไม่รู้ก็คือตอนที่พวกเขาเปิดประตูออกมานั้นฝรั่งเศสและอังกฤษมองจ้องอากัปกิริยาของพวกเขาโดยไม่วางตา ถ้าพวกนั้นรู้ว่าไทยยังมีใจให้กับพวกเขาอยู่ ไทยจะลำบากเปล่า ๆ

               สองพี่น้องขณะก้าวเดินไปก็มองหน้ากัน สื่อข้อความที่รู้กันในใจทั้งสองเป็นอย่างดี

               ‘ไทย ไม่เป็นไรหรอก พวกเราเข้าใจดี…ว่านายไม่มีสิทธิ์เลือกว่าจะอยู่ฝ่ายไหน เพราะนายไม่มีกำลังพอจะเลือกอะไรได้ทั้งนั้น’

               สองพี่น้องอารยันยิ้ม ดวงตาเป็นประกายเย็นเยือกขนาดที่ต่อให้ใครกล้ามาขวางก็คงต้องรีบหลบหรือสยบแทบเท้าในบัดดล

               ใช่ ครั้งนี้พวกเขาแพ้

               แต่ก็แค่ครั้งนี้นะ

               ‘เพราะงั้นคราวหน้า พวกเราจะหาทางจัดการให้นายมาเป็นพวกของเราเอง’

 

 

               “Wir lieben dich, Siam”

 

*              *              *

 

 

* จากหนังสือเกร็ดพงศาวดารรัชกาลที่ 6 โดย วรชาติ มีชูบท

edit @ 4 Aug 2011 01:41:53 by Motif

 

 

edit @ 4 Aug 2011 01:45:54 by Motif

edit @ 4 Aug 2011 01:47:25 by Motif

Comment

Comment:

Tweet

สุดยอด
AWESOME มาก ได้ความรู้ด้วย
แต่งได้อ่านลื่นไหนลสุดๆอีกต่างหาก

ชอบมากค่ะ 555

ปาดาวเลย !Hot! Hot! Hot!
แถมกุหลาบด้วย

#6 By chavarina on 2012-04-16 00:52

ลุดวิกกกกกกก แมนมากกกกกกก
ชอบจริงจัง ชอบไทยเคะ
ชอบลุดวิก
ชอบกิลล อรั้ง ชอบหมดเลย 555

#5 By pierce on 2012-03-16 21:17

สนุกจังเลยค่า><แต่งได้ดีจริงๆ
ได้ความรู้และทัศนคติดีๆกับสองพี่น้องมากขึ้น(?) 55+

“Wir lieben dich, Siam”

แอร๊ยยยยยยยย

#2 By ★MARE☆ on 2011-08-05 21:43

ได้เห็นแง่มุมน่ารักๆ อีกแง่มุมหนึ่ง
เยอรมันเป็นเพื่อนที่หายากจริงๆ
อย่างน้อยก็ไม่ได้คิดเขมือบไทยเหมือนคนอื่นๆ
เอ๊ะ หรือว่าแค่ตอนนี้เท่านั้น ==b

ได้ความรู้เรื่องประวัติศาสตร์เล็กๆ น้อยๆ เป็นของแถม
ขอบคุณนะคะ เป็นฟิิที่แปลกจริงๆ ^^

#1 By waiting (111.84.247.151) on 2011-08-04 22:42